- สำนักงานแรงงานจังหวัดนครศรีธรรมราช จัดฝึกอบรมหลักสูตรเศรษฐกิจพอเพียง แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ณ วัดสวนขัน อำเภอช้างกลาง มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมตามหลักสูตรจำนวน 60 ราย ระหว่างวันที่ 15-22 กุมภาพันธุ์ 2553 มีทีมวิทยากร "เกษตรนครฯ โมเดล" ร่วมเป็นวิทยากร ประกอบด้วยนายนิพนธ์ สุขสะอาด นายเสรี ทองคำดี นายดุสิต บัวสกุล นายณัทธร รักษ์สังข์ นายชัยยันต์ เนาว์สุวรรณ นายชาญวิทย์ สมศักดิ์ นายวินิต นาคประเสริฐ นายอนุภัทร จันทร์ตราชู นายอากรณ์ เชาวลิต ใช้ความรู้และประสบการณ์จริง บรรยายให้ความรู้กับผู้เข้ารับการฝึกอบรมตลอดหลักสูตร 8 วัน
เกษตรนครโมเดล
ยินดีต้อนรับ
วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
อบรมเศรษฐกิจพอเพียงอำเภอช้างกลาง
วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
“เกษตรนครฯ โมเดล” เครือข่ายถ่ายทอดความรู้ เศรษฐกิจพอเพียง
- การน้อมนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาใช้ในชีวิต ประจำวัน นับวันจะได้รับความสนใจจากประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคส่วนของเกษตรกรที่จะต้องประสบกับภาวะวิกฤตต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำ ปัจจัยการผลิตมีราคาแพง ปัญหาเศรษฐกิจ และภาระหนี้สินในครัวเรือน เป็นต้น และการขานรับจากหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรเอกชนต่างๆ ในการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น เพื่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังผันผวน และคนไทยส่วนใหญ่ยังจับทิศทางไม่ถูกอยู่ในขณะนี้ เพื่อให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้
- จากการเปิดเผยของนายยงยุทธ สุวรรณฤกษ์ เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช เรื่องการขยายผล และการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไปสู่การปฏิบัติจริง ยังคงเป็นไปอย่างเนิ่นช้า แม้ว่าหลายๆภาคส่วนจะพยายามเร่งส่งเสริมอย่างเต็มกำลังแล้วก็ตาม อาจจะเป็นเพราะความไม่เข้าใจในเจตนาของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความผิดพลาดคลาดเคลื่อนของนักส่งเสริม หรือเพราะผู้รับการส่งเสริมไม่เคยชินกับวิถีชีวิตตามหลักปรัชญาดังกล่าว ที่จะต้องจัดการกับชีวิต และครอบครัวของตนเอง โดยตนเองมากขึ้น แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นอุปสรรคที่ใหญ่หลวง ขอเพียงแต่ให้ทุกภาคส่วนมีความตั้งใจจริง ก็จะสามารถบรรลุเป้าหมายได้
- ในส่วนของสำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มีการรวมตัวกันของนักวิชาการ และเกษตรอำเภอที่มีเจตนาและอุดมการณ์ ในการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ไปขยายผลสู่เกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งเป็นเครือข่ายถ่ายทอดความรู้ เศรษฐกิจพอเพียง (เกษตรนครฯ โมเดล) ซึ่งเครือข่ายดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนครศรีธรรมราช ที่จะทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ โดยเน้นที่ประสบการณ์ตรงของวิทยากร มากกว่าการมุ่งถ่ายทอดทฤษฎี และจะนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิบัติจริงให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติ (KAP: Knowledge, Attitude and Practice) เพื่อให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ ของโครงการที่ว่า ..... “พัฒนาคน พัฒนาแนวคิด เพื่อสร้างเศรษฐกิจแบบพอเพียง”
- กรอบแนวคิด และเป้าประสงค์ของโครงการ “เกษตรนครฯ โมเดล” เพื่อพัฒนาคนให้เป็นคนดีมีความรู้ โดยการจัดฝึกอบรม ดูงาน และจัดตั้งกลุ่มเรียนรู้ พัฒนาแนวคิดให้มีทัศนคติที่ดี ในการรักอาชีพ รักชีวิต และรักสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างเศรษฐกิจแบบพอเพียง โดยใช้หลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ไปปฏิบัติได้ โดยมีความคาดหวังว่าสำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช จะได้มีคณะทำงาน / คณะวิทยากร และแปลงเรียนรู้ ที่มีความเป็นมืออาชีพในการถ่ายทอดความรู้ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่เกษตรกร และบุคคลเป้าหมาย มีโอกาสสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของหน่วยงาน ในสายตาของสาธารณชนกว้างขวางขึ้น สามารถสร้างเครือข่ายวิทยากร เครือข่ายการเรียนรู้ และเกษตรกรเจ้าของภูมิปัญญาด้านเศรษฐกิจพอเพียงในทุกอำเภอ มีการขยายผลแนวคิด “เกษตรนครฯโมเดล” ในการประยุกต์เทคนิค และวิธีการในการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ไปสู่บุคคลเป้าหมายให้เข้าใจง่ายขึ้น ผู้ที่ผ่านการอบรมมีความรู้ มีทัศนคติที่ดี และนำไปสู่การปฏิบัติจริงได้ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจจะดำเนินการฝึกอบรม หรือรับการถ่ายทอดความรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียง มีโอกาสเข้าถึงแหล่งความรู้ได้ง่ายขึ้น และสามารถนำความรู้ไปปฏิบัติได้จริง ทั้งระดับครัวเรือน และระดับชุมชน คณะทำงานได้กำหนดหลักสูตรและเนื้อหา ให้ครอบคลุมเรื่องหลักการ/แนวคิดตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ การทบทวนวิถีปฏิบัติในชีวิตประจำวัน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ประสบการณ์จริงของวิทยากรร่วมที่ประสบผลสำเร็จ การศึกษาดูงาน/ฝึกปฏิบัติในแปลงเรียนรู้เรื่องการปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ การปลูกผักสวนครัวเพื่อการบริโภคในครัวเรือน การผลิตอาหารปลอดภัย การเลี้ยงหมูหลุม การใช้สมุนไพรในชีวิต ประจำวัน เกษตรธาตุ 4 สู่เศรษฐกิจพอเพียง การป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน การผลิตแก๊สชีวภาพในถังพลาสติก การทำปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพและน้ำหมักชีวภาพ การผลิตน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น การผลิตน้ำยาอเนกประสงค์ การปลูกมะนาวในวงบ่อซิเมนต์ ภาวะโลกร้อน และการแกปัญหาโลกร้อนโดยวิธีทางการเกษตร และเรื่องอื่นๆที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นต้น โดยมอบหมายให้นายนิพนธ์ สุขสะอาด นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ ฝ่ายยุทธศาสตร์และสารสนเทศ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ มีวิทยากรจากสำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ และเกษตรกรที่ประสบผลสำเร็จในพื้นที่ ออกให้ความรู้ตามแผนความต้องการของเกษตรกร ชุมชน หรือหน่วยงานที่เสนอขอรับการสนับสนุนวิทยากรในเรื่องดังกล่าว
- ผลการดำเนินงานหลังจากเริ่มดำเนินโครงการในเดือนธันวาคม 2552 เป็นต้นมา ได้รับการประสานงานจากสำนักงานแรงงานจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อขอรับการสนับสนุนวิทยากรในการฝึกอบรม เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านอาชีพ แก่ประชาชนผู้ถูกเลิกจ้างงาน ผู้ว่างงานและผู้ประสบความเดือดร้อนด้านอาชีพ จากวิกฤตเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติ ในหมู่บ้าน/ชุมชน จำนวน 7 รุ่นๆละ8 วันบุคคลเป้าหมายในพื้นที่อำเภอต่างๆทั้งหมด 800 คน ขณะนี้ได้ดำเนินการผ่านไปแล้ว 6 รุ่น ผู้ผ่านการอบรมจำนวน 740 คน ซึ่งเป็นการตอบสนองความต้องการของสังคมในเชิงรุก แม้ว่าหน่วยงานจะไม่มีงบประมาณในส่วนนี้ ก็สามารถดำเนินการได้อย่างน่าภาคภูมิใจ และคาดว่าการให้บริการแก่หน่วยงานอื่นๆคงจะตามมาในอนาคต และสามารถตอบสนองความต้องการของชุมชนได้อย่างกว้างขวางแน่นอน
วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
แรงงานจังหวัดนครศรีฯ จัดอบรมเศรษฐกิจพอเพียง รุ่น 6
วันนี้เป็นวันที่ 2 ของการฝึกอบรมโครงการเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนด้านอาชีพ ของสำนักงานแรงงานจังหวัดนครศรีธรรมราช มีทีมวิทยากรประกอบด้วยนายดุสิต บัวสกุล นายนิพนธ์ สุขสะอาด นายชาญวิทย์ สมศักดิ์ นายณัทธร รักษ์สังข์ จากสำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ดำเนินการฝึกอบรม เริ่มต้นด้วยการแนะนำวิทยากร แบ่งกลุ่มทำกิจกรรมด้วยเครื่องมือ (แจกลูกอม จำนวน 7 สี) เป็น 7 กลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มจดรายชื่อสมาชิกและเลือกคณะกรรมการ มอบงานให้ทำคือการค้นหาตัวเองเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงที่ตนเองปฏิบัติ และตัวแทนกลุ่มขึ้นนำเสนอ และตามด้วยการบรรยายทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงโดยคุณนิพนธ์ สุขสะอาด
รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 6 จัดอบรมระหว่างวันที่ 3-10 กุมภาพันธ์ 2553 มีผู้เข้าร่วมฝึกอบรม 210 คน จากอำเภอปากพนัง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอเชียรใหญ่ใช้สถานที่หอประชุมโรงเรียนวิเชียรประชาสรรค์ อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช
วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553
การปลูกสละของธานินทร์ ใจห้าว
- หลังจากจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้ไปฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้นการซ่อมวิทยุโทรทัศน์ กลับมาประกอบอาชีพช่างซ่อมวิทยุโทรทัศน์อยู่ที่บ้าน ในระหว่างนั้นได้ช่วยพ่อซึ่งมีอาชีพทำสวนยางพารา มีการปลูกไม้ผลบริเวณบ้าน เช่นเงาะ ลองกอง ทุเรียน ประกอบกับบริเวณบ้านมีพื้นที่ว่างใต้สายไฟฟ้าแรงสูง จึงได้มีความคิดว่าน่าจะปลูกสละได้จึงได้ไปศึกษาและซื้อต้นพันธุ์สละ มาจากสวนอาทิตย์ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี มาทดลองปลูกบริเวณหลังบ้าน 2 ต้น ราคาต้นละ 350 บาท ผ่านไปได้ 2 ปี เห็นว่าสละที่ตนนำมาปลูกมีการเจริญเติบโตดีมาก จึงได้ติดต่อขอซื้อพันธุ์สละเนินวงค์ จากสวนอาทิตย์ เพิ่มอีก 100 ต้น ในราคาต้นละ 300 บาท เมื่อประมาณ ปี 2541 ศึกษาเรียนรู้วิธีการปลูกและการดูแลรักษาจากตำรา จากสารคดีโทรทัศน์และที่สำคัญเจ้าของต้นพันธุ์ให้ความรู้คำแนะนำเป็นอย่างดี ในช่วงแรกการปลูกก็มีปัญหาเรื่องโรคเน่า ผลเน่า การผสมเกสร การให้ปุ๋ย การป้องกันกำจัดโรคและแมลง แต่เมื่อได้ศึกษาแล้วทำให้รู้ว่าต้องนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จะต้องลดรายจ่ายในการผลิตหรือลดต้นทุนในการผลิต จึงได้ทำการผลิตปุ๋ยหมักใช้เองในสวน สามารถลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมี ซึ่งปกติจะต้องใช้ปุ๋ยเคมี กอละ 2 กิโลกรัมต่อเดือน ได้นำเอาปุ๋ยหมักมาใช้ร่วมด้วย 1 กระสอบต่อกอ 2 เดือนใส่ครั้ง สามารถลดค่าปุ๋ยเคมีได้ไปครึ่งหนึ่ง คือในปัจจุบันนี้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 จำนวน 1 กิโลกรัมต่อเดือน นอกจากนี้แล้วยังใช้น้ำหมักชีวภาพ สูตรต่างๆ เช่นสูตรป้องกันกำจัดศัตรูพืช สูตรบำรุงต้น บำรุงผล ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโดยใช้น้ำหมักชีวภาพ ในระบบสปริงเกอร์ เดือนละ 1 ครั้ง หัวเชื้อนำหมักชีวภาพที่ใช้ ได้รับการสนับสนุนจากหมอดินอาสา ของกรมพัฒนาที่ดิน มีการผลิตไว้ใช้อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของการทำปุ๋ยหมักแห้ง มีแนวคิดที่จะนำเอาทางใบสละ ที่ได้จากการตัดแต่ง มาหั่นย่อยให้ละเอียด ซึ่งมองเห็นว่าดีกว่าปล่อยไว้ระหว่างแถวสละ ให้ย่อยสลายเอง กำลังอยู่ระหว่างรวบรวมเกษตรกรที่สนใจ มารวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อมีโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการขอรับสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนตำบล หรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่จะนำเอาผลสละที่คัดแยกออก หรือผลที่ไม่ได้มาตรฐาน มาแปรรูปเป็นน้ำสละเข้มข้น ซึ่งอยู่ระหว่างการติดต่อประสานงานด้านวิชาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่เช่นกัน
- การปลูกสละ ก็มีการขุดหลุมปลูกเหมือนพืชทั่วไป ระยะปลูก 3-5 เมตร ไร่หนึ่งจะปลูกได้ 150 ต้น ในช่วงที่ปลูก ได้ปลูกกล้วยเป็นพืชร่มเงา เมื่อสละโตทางใบถึงกันก็เอากล้วยออก ต้นเล็กที่ยังไม่ให้ผล ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 2-3 กก./ต้น/ปี ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 จำนวน 1 กก./ต้น/ปี เมื่อผ่านไป 3 ปี สละเริ่มให้ผลผลิตก็ใส่ปุ๋ยหมัก กอละ 1 กระสอบต่อเดือน และให้น้ำหมักชีวภาพทางระบบน้ำเดือนละ 1 ครั้ง การให้น้ำต้องสม่ำเสมอทุกช่วงการเจริญเติบโต สละไม่ต้องการช่วงแล้ง เพื่อพักตัวเตรียมการออกดอกเหมือนพืชอื่น ส่วนการผสมเกสร มีการนำเอาสละต้นผู้มาปลูกไว้ในสวนด้วย 3-5 ต้น นำเอาละอองเกสรตัวผู้มาช่วยผสม โดยนำกระปุกดอกตัวผู้ที่บานแล้วมาเคาะหรือเลียบติดกับกระปุกดอกตัวเมีย โดยรอบ ต้นหนึ่งก็มีการช่วยผสมเกสรวันเว้นวัน เพื่อไม่ให้ติดผลต่อต้นมากเกินไป
- สำหรับการตัดแต่งหน่อและทางใบ สละจะแตกหน่อข้าง 3-4 หน่อ/ปี แต่จะเว้นไว้ไม่เกิน 4 ต้นต่อกอ ทางใบก็จะตัดเฉพาะที่จำเป็น โดยตัดทางใบด้านล่างของต้นที่ใบแก่ แห้ง และใบหักออก ส่วนการตัดแต่งทะลาย จะตัดให้เหลือ 6-8 กระปุก/ทะลาย นอกจากนี้ต้องทำการปลิดผล ให้เหลือ 15-20 ผล/กระปุก เอาเชือกฟางโยงทะลายยึดกับทางใบ เพื่อป้องกันศัตรูทำลาย ขณะนี้สวนธานินทร์ จะไม่นำเอาสารเคมีมาใช้ในสวนเลย พยายามหาวิธีการป้องกันกำจัดศัตรูพืชทุกชนิดด้วยสารชีวภาพ พร้อมทั้งการเก็บส่วนของผลที่เป็นโรคทำลาย เพื่อต้องการให้ได้ผลผลิตที่ปลอดสารพิษออกจำหน่ายแก้ผู้บริโภค สนับสนุนนโยบายรัฐบาลตามโครงการส่งเสริมการผลิตสินค้าที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน
- ในการเก็บเกี่ยวผลสละ ต้องได้กำหนดเวลาเก็บเกี่ยว ผลที่แก่พร้อมเก็บเกี่ยว สีเปลือกจะเปลี่ยนจากสีน้ำตาลไหม้เป็นสีน้ำตาลแดง หนามที่เปลือกแยกห่างจากกันมากขึ้นกว่าเดิม และปลายหนามจะงองุ้มไปทางต้นกับผล ไม่เก็บเกี่ยวก่อนกำหนดจะทำให้รสเปรี้ยวและฝาด เมื่อเก็บแล้วก็นำมาคัดคุณภาพ บรรจุถุงละ 1 กิโลกรัม ส่งขายกิโลกรัมละ 50-60 บาท ขณะนี้ได้ผลผลิตเฉลี่ยวันละ 50 กิโลกรัม พื้นที่ปลูกรวมประมาณ 3 ไร่ หรือประมาณ 350 กอ
วิธีการทำน้ำหมักและสารไล่แมลงแบบประหยัด
น้ำหมักขยะหอม
ส่วนประกอบ
1.น้ำตาลทรายแดงหรือ น้ำอ้อย หรือกากน้ำตาล 1 กก.
2.เศษอาหาร 3 กก. (ยกเว้นถุงพลาสติก, แก้ว, เหล็ก, อลูมิเนียม)
3.น้ำ 10 ลิตร
วิธีทำ
·นำน้ำตาลทรายแดง หรือน้ำอ้อย หรือกากน้ำตาล และน้ำ คนให้เข้ากัน
·ใส่เศษอาหารลงไป ปล่อยทิ้งไว้ 2 ชั่วโมง แล้วปิดฝา
·หมักไว้ 7-15 วัน ก็นำมาใช้ได้ แต่ถ้าหมักไว้เกิน 3 เดือนขึ้นจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
วิธีใช้
·ใช้น้ำหมักต่อน้ำเปล่า อัตราส่วน 1 ต่อ 500 ส่วน (น้ำหมัก 3 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 20 ลิตร
·ใช้รดหรือพ่นบำรุงพืชผักผลไม้ทุก 3-7 วันต่อครั้ง
น้ำหมักสูตรไล่แมลง
สูตรควบคุมหนอนแมลงวัน
·ขี้เถ้าไม้หรือปูนขาวอย่างละครึ่งถ้วยผสมน้ำ 4 ถ้วย คนให้เข้ากัน ตั้งทิ้งไว้ให้ตกตะกอน นำน้ำใสไปฉีดพ่น สามารถควบคุมศัตรูพืชตระกูลแตงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
·ใบมะรุม 10 กก. สับละเอียด เติมน้ำ 15 ลิตร หมักทิ้งไว้ 2 วัน นำน้ำที่ได้มาฉีดพ่นกำจัดราและแบคทีเรีย
·ใบต้นมะเขือเทศ 12 กก. สับละเอียด เติมน้ำ 14 ลิตร หมักทิ้งไว้ข้ามคืน ใช้น้ำฉีดไล่แมลง หนอนกะหล่ำ หนอนใยผักไม่ให้มาวางไข่
·มันแกว ให้เมล็ดบด 5 กก. น้ำ 18 ลิตร หมักทิ้งไว้ข้ามคืน ใช้น้ำฉีดพ่นกำจัดเพลี้ยอ่อน หนอนกระทู้ หนอนกะหล่ำ ด้วงหมัดกระโดด มวนเขียว
·ต้นและใบสาบเสือ ตากแดดให้แห้ง แล้วบดให้ละเอียดเป็นผง อัตรา 1.5 กก. แช่น้ำในอัตราส่วน 20 ลิตร หมักทิ้ง 2 วัน ใช้น้ำฉีดพ่นขับไล่หนอนใยผัก หนอนกระทู้ผัก ในแปลงผักกาดขาว ผักคะน้ำ
·ขมิ้นชัน เหง้าที่แก่จัดทั้งสดและแห้ง นำมาหั่นบดให้ละเอียด ใช้สำหรับคลุกเมล็ดถั่วเขียว อัตราส่วน 10 กรัม ต่อถั่วเขียว 100 กรัมเพื่อขับไล่แมลง เช่น ด้วงงวง ด้วงถั่วเขียว มอดข้าวเปลือก มอดแป้ง หรือจะใช้ผงขมิ้นชัน 5 ขีด หมักกับน้ำ 2 ลิตร ทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง คั้นเอาน้ำอัตรา 400 ซีซี ผสมน้ำ 2 ลิตร ฉีดพ่นในแปลงผักเพื่อขับไล่หนอนใยผัก หนอนหลอดหอม ไล่แมลงวันและหนอนกระทู้ผัก
·ใช้เมล็ดน้อยหน่า น้อยโหน่ง 5 ขีด บดให้ละเอียด พริกป่น 10 ช้อนชา กระเทียมบดละเอียด 10 หัว เติมน้ำ 20 ลิตร หมักทิ้งไว้ 1 คืน ใช้ขับไล่เพลี้ยอ่อน เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หนอนใยผัก ตั๊กแตน ด้วงเต่า หนอนผีเสื้อกะหล่ำ
เอกสารประกอบการอบรมหลักสูตรเศรษฐกิจพอเพียง
ที่มา : คู่มือการทำเกษตรอินทรีย์ จากประสบการณ์ (ชมรมเพื่อนช่วยเพื่อน)